ผู้ที่สร้างคุณูปการให้กับภูเก็ตอย่างยิ่ง นับแต่มีชื่อเกาะแห่งนี้ปรากฏ นักประวัติศาสตร์ต้องทราบว่านามพระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี(คอซิมบี้ ณ ระนอง) อยู่ในลำดับต้นๆ เพราะสิ่งที่ท่านสร้างสรรค์ไว้ให้ภูเก็ตมีมากจนยากประเมินคุณค่าได้
ท่านเกิดเมื่อวันพุธ เดือน 5 ปีมะเส็ง ปี 2400 ที่จังหวัดระนอง เป็นบุตรชายคนเล็กของพระยารัตนเศรษฐี(คอซู้เจียง) กับนางกิ้มสุภาพสตรีชาวระนอง มีนามเดิมว่า ซิมบี้ แซ่คอ บิดาเป็นชาวจีนอพยพมาจากมณฑลฮกเกี้ยน มาปักหลักใช้ชีวิตอยู่เมืองไทย จนได้รับการโปรดเกล้าเป็นผู้ว่าราชการเมืองระนอง
ขณะที่ซิมบี้อายุ 25 ปี พระยารัตนเศรษฐี(คอซิมก๊อง) พี่ชายซึ่งเป็นเจ้าเมืองระนองในขณะนั้น ได้นำซิมบี้ถวายตัวเป็นมหาดเล็กในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และได้รับการโปรดเกล้าให้เป็นหลวงบริรักษ์โลหวิสัย ผู้ช่วยราชการเมืองระนอง ต่อมาปี 2428 ได้รับการแต่งตั้งเป็นพระยาอัษฎงคตทิศรักษา ตำแหน่งผู้ว่าราชการเมืองกระบุรี
ครั้งเป็นผู้ว่าราชการเมืองกระบุรี ท่านได้สร้างบ้านบำรุงเมืองให้เป็นที่ปรากฏ จึงได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้เป็นพระยารัษฎานุประดิษฐ์เจ้าเมืองตรังในปี 2433 และในปี 2445 รับโปรดเกล้าฯ ให้เป็นสมุหเทศาภิบาลมณฑลภูเก็ต
พระยารัษฎาฯไม่เคยเข้ารับการศึกษา ณ สถาบันใด ท่านอ่านและเขียนภาษาไทยไม่ได้ แต่พูดภาษาต่างๆ ได้ถึง 9 ภาษา คือ ภาษาไทย มลายู อังกฤษ ฮินดูสตานี และภาษาจีนอีก 5 ภาษา ท่านมีความจำและไหวพริบปฏิภาณเป็นเยี่ยม การตรวจสอบเอกสารราชการต่างๆ รวมถึงการเขียนตำราเกี่ยวกับเรื่องการทำมาหากิน ท่านทำผ่านทางเลขานุการ ท่านเคยติดตามบิดาเดินทางไปประเทศจีน ได้รู้เห็นการบริหารงานราชการและธุรกิจตั้งแต่เล็ก เคยตามเสด็จฯ ไปยุโรป มลายู อินโดนีเซีย รวมทั้งได้มีความใกล้ชิดกับสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทยใน ประกอบกับคุณสมบัติที่เป็นคนช่างจำ ช่างสังเกต จึงทำให้ท่านเป็นผู้มีความรู้มากผู้หนึ่ง ยากจะหาสมุหเทศาภิบาลหรือเจ้าเมืองคนใดในยุคนั้นเสมอเหมือนได้
ผลงานของพระยารัษฎาฯ มีดังนี้
การปกครอง ใช้หลักพ่อปกครองลูกคล้ายกับยุคกรุงสุโขทัย ท่านมีความเห็นว่าราษฎรในสมัยนั้นขี้เกียจ ไม่ค่อยทำมาหากิน มัวเมาในการพนัน ไม่รู้ดีรู้ชั่วโดยตนเอง ท่านจึงถือเป็นหน้าที่ที่ต้องอบรมสั่งสอน ขู่บังคับ ชักชวนและแนะนำ โดยการวางตัวใกล้ชิดกับราษฎร หมั่นออกตรวจเยี่ยมท้องที่ โดยออกเดินบริหารร่างกายตั้งแต่เช้า เพื่อถือโอกาสพบปะทักถามทุกข์สุขราษฎรไปตามรายทาง ท่านได้พยายามชักชวนให้ราษฎรดำเนินการตามแนวทางที่วางไว้ โดยมีความเชื่อว่าถ้าราษฎรทำได้ก็จะมั่งมีขึ้น บ้านเมืองก็จะเจริญขึ้น การกระทำของท่านบางครั้งเข้มงวดกวดขันไปบ้าง ท่านจึงเป็นผู้ปกครองที่ราษฎรทั้งรัก เกรงกลัวและศรัทธา
การส่งเสริมอาชีพราษฎร การถือกำเนิดในตระกูลพ่อค้าจึงทำให้ท่านให้ความสำคัญกับอาชีพค้าขายไม่น้อยกว่าอาชีพอื่น เช่น ท่านได้ย้ายเมืองตรังจากตำบลควนธานีไปอยู่ที่ตำบลกันตัง ด้วยเหตุผลที่ว่าทำเลการค้าดีกว่า เรือสินค้าใหญ่สามารถเข้าถึงได้สะดวก ในด้านการเกษตรท่านได้พยายามให้ราษฎรเปลี่ยนระบบการผลิตพอยังชีพมาเป็นการผลิตเพื่อจำหน่าย ท่านได้ยืมเงินจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 6,000 บาท เพื่อให้ราษฎรเมืองตรังยืมต่อนำไปเป็นเงินทุนเพื่อการเกษตร ท่านได้ตรวจสอบความเป็นไปของตลาดเพื่อนบ้าน เช่น มลายู แล้วนำมาบอกกล่าวให้ราษฎรได้รับทราบ เพื่อที่จะได้มีลู่ทางทำมาหากินกว้างขวางขึ้น เมืองตรังขณะนั้นมีพืชเศรษฐกิจหลักคือพริกไทย แต่ราคาตกต่ำไปเรื่อยๆ ท่านจึงรณรงค์ให้ราษฎรปลูกพืชอื่นทดแทน เช่น จันทน์เทศ หมาก มะพร้าว และโดยเฉพาะอย่างยิ่งยางพารา ซึ่งได้กลายเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทยถึงทุกวันนี้ ราษฎรยุคนั้นขาดความรู้ทางวิชาการสมัยใหม่ ท่านได้แต่งตำราด้านการเกษตรแจกจ่ายให้ สำหรับที่ภูเก็ตซึ่งมีการทำแร่ดีบุกอยู่มาก ท่านเห็นว่าแร่ธาตุที่มีอยู่สักวันต้องหมดไป จึงพยายามส่งเสริมด้านการเกษตรกรรม สนับสนุนให้ราษฎรทำสวนครัวและเลี้ยงสัตว์ บังคับให้ทุกครอบครัวต้องปลูกพริก มะเขือ มะกรูด มะนาว ตะไคร้ มะพร้าว มะละกอ อย่างละ 5 ต้น เลี้ยงไก่ครอบครัวละ 5 แม่ ตัวท่านเองหมั่นออกตรวจสอบอยู่เสมอ โดยเชื่อว่าขั้นแรกต้องบังคับอย่างเข้มงวด เมื่อราษฎรเห็นประโยชน์แล้วก็จะทำตามโดยสมัครใจต่อไป
คมนาคม ท่านให้ความสำคัญกับการสร้างถนนจนได้ชื่อว่า แม้กระทั่งทุกวันนี้ยังไม่มีผู้ใดในประเทศไทยมีประวัติการตัดถนนมากสายเท่าท่าน แม้กระทั่งถนนสายที่ตัดยากลำบากที่สุด เช่น ถนนสายวกเวียนไปตามไหล่เทือกเขาบรรทัดที่เชื่อมระหว่างตรังกับพัทลุง
ถนนในเมืองภูเก็ตเกือบทุกสายถูกสร้างและขยายให้ใหญ่ขึ้นในสมัยพระยารัษฎาฯ ทั้งสิ้น ยกเว้นถนนสุทัศน์และถนนหลวงพ่อวัดฉลองเท่านั้น วิธีทำถนนนั้น ท่านทำโดยขอให้นายเหมืองที่ขอประทานบัตรเหมืองแร่ ทำถนนที่จะผ่านไปเหมืองแร่ของตน โดยนายเหมืองเหล่านั้นต้องออกค่าใช้จ่ายเอง ถ้าเป็นที่ที่ยังไม่สมควรทำถนน ท่านจะขอข้าวปลาอาหารมาสำหรับเลี้ยงนักโทษและราษฎรที่มาทำถนนสายอื่นอยู่ นอกจากสร้างถนนในเมืองภูเก็ตแล้ว ท่านยังได้วางผังเมือง เชื่อมการคมนาคมระหว่างภูเก็ตกับพังงา พังงากับกระบี่ กระบี่กับตรัง และต่อไปจนถึงพัทลุงและนครศรีธรรมราช
ในการทำถนน พระยารัษฎาฯใช้ “รถบดถนนพิเศษ” ซึ่งเป็นช้างชักลากลูกกลิ้งหินทรงกระบอกขนาดใหญ่หนัก 3 ตัน ถ้าจะให้บดหนักว่า 3 ตัน ก็ทำตัวถึงไปติดตั้งบนลูกกลิ้งแล้วเอาดินใส่เพื่อเพิ่มน้ำหนัก นอกจากนี้แล้วท่านยังได้สร้างศาลากลางจังหวัด บ้านพักข้าราชการและเรือนจำ โดยไม่ต้องขอเงินงบประมาณจากรัฐบาล ท่านได้ตั้งสาขาธนาคารชาเตอรด์แบงก์ เพื่อการบริการทางการเงินแก่บริษัทเหมืองแร่ของชาวตะวันตกและชาวภูเก็ต ตั้งโรงพยาบาลภูเก็ตซึ่งต่อมาได้รับพระราชทานนามว่า “วชิระพยาบาล”
ด้านการศึกษา แม้ตัวท่านเองไม่ได้รับการศึกษาในระบบ แต่ท่านเห็นความสำคัญในเรื่องนี้มาก เริ่มจากการใช้วัดเป็นโรงเรียน จัดหาครูไปสอนบ้าง ให้พระสงฆ์ที่มีความรู้สอนบ้าง มีการคัดเลือกบุตรหลานข้าราชการในจังหวัดต่างๆ ไปเรียนภาษาอังกฤษที่ปีนังบ้าง ไปเรียนด้านวิชาการที่กรุงเทพฯ บ้าง เมื่อไปตรวจราชการถ้าพบเด็กไม่ได้เรียนหนังสือท่านให้นำเด็กขึ้นรถ แล้วให้ตามพ่อแม่เด็กมาหาเพื่อชี้แจงให้ทราบคุณประโยชน์ของการศึกษา ถ้าพ่อแม่เด็กยากจน ท่านจะมอบหมายให้ข้าราชการคนใดคนหนึ่งเป็นผู้ปกครองแทน เมื่อมีโอกาสกลับไปที่นั่นอีกครั้ง ผู้ปกครองคนใหม่ต้องนำเด็กมาพบท่านทุกครั้งเพื่อสอบถามถึงผลการเรียน หากเด็กมีการพัฒนาในทางที่ดี ท่านจะชมเชยและให้รางวัลแก่ผู้ปกครอง
ส่วนด้านอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านการรักษาความสงบ การปราบปรามโจรผู้ร้ายและด้านสาธารณสุข ท่านได้วางแผน จัดสร้างระเบียบระบบปฏิบัติจนเป็นยอมรับของผู้คนทั่วไป
ผลงานของพระยารัษฎานุประดิษฐ์ฯ นับว่าโดดเด่นกว่านักปกครองอื่นในยุคเดียวกัน ท่านได้รับการยกย่องแม้ในหมู่ชาวต่างประเทศและตลอดแหลมมลายูว่าเป็นทั้งนักปกครองและนักพัฒนาในเวลาเดียวกัน และท่านยังได้รับการยกย่องจากคณะทำงานกิจกรรมวันข้าราชการพลเรือน เมื่อ พ.ศ.2525 ว่าเป็น 1 ใน 5 ของข้าราชการพลเมืองดีเด่น สาขาการปกครองในรอบ 200 ปีแห่งกรุงรัตนโกสินทร์
เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2456 ท่านถูกหมอจันทร์ บริบาล หมอประจำจังหวัดตรัง ลอบยิงที่สะพานเจ้าฟ้า ท่าเทียบเรือกันตัง หลังจากนั้นอีก 45 วัน คือวันที่ 10 เมษายน ปีเดียวกัน ท่านได้ถึงแก่อนิจกรรมที่บ้านจักรพงษ์ เมืองปีนัง ประเทศมาเลเซีย
เรือนร่างไร้วิญญาณแต่เปี่ยมคุณความดี สงบนิ่งอยู่ที่สุสานของตระกูล ณ ระนอง ที่จังหวัดระนอง
ดวงประทีปแห่งอันดามันลาลับไปเนิ่นนานแล้ว แต่แสงยังสว่างอยู่ในหัวใจชาวภูเก็ต ระนองและตรัง