
โรงเรียนจีนแห่งแรกของไทยตั้งขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อปี พ.ศ.2325 ชื่อ“เกาะเรียน” อยู่ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว คณะมิชชันนารีอเมริกันได้เปิดโรงเรียนประจำที่สอนด้วยภาษาจีนขึ้นที่ข้างวัดอรุณราชวราราม ธนบุรี เมื่อปี 2395 มีครูในคณะมิชชันนารีชื่อ เกียงวาซิบ(Mr.Kieng Kwa Sib) เป็นผู้จัดการสอน ตั้งอยู่ไม่นานก็ล้มเลิกไป หลังจากนั้นก็ไม่ปรากฏว่ามีการจัดตั้งโรงเรียนจีนขึ้นอีกเป็นเวลานาน
ในปี 2451 สมาคมแต้จิ๋ว(Chaozhou) ไหหลำ(Hainan) กวางตุ้ง(Guangdong) แคะ(Hakka) และฮกเกี้ยน (Fujian) ได้ร่วมกันจัดตั้งโรงเรียนจีนขึ้นชื่อว่า“โรงเรียนซินหมิน”(Xin Min) ผู้บริหารโรงเรียนส่วนใหญ่เป็นคนแต้จิ๋ว จึงใช้ภาษาแต้จิ๋วในการสอน ต่อมากลุ่มอื่นๆ จึงทยอยแยกตัวออกไปตั้งโรงเรียนเองและสอนด้วยภาษาของตน โดยสมาคมฮกเกี้ยนจัดตั้งโรงเรียน ป้วยง้วน(Pei Yuan)ในปี 2459
รากที่หยั่งลึกมายาวนานหลายพันปีของวัฒนธรรมจีน การขยายตัวของชุมชนชาวจีน การที่พ่อค้าชาวจีนต้องแข่งขันกับชาวยุโรปที่เข้ามาในประเทศไทย (ในช่วงนั้นโรงเรียนของพวกมิชชันนารีชาวตะวันตกได้เพิ่มจำนวนมากขึ้น) และการที่ชาวจีนต้องอพยพออกนอกประเทศเนื่องจากสภาพจลาจลและสภาพเศรษฐกิจที่เลวร้ายมากขึ้นหลังปี 2460 เหล่านี้เป็นสาเหตุให้โรงเรียนจีนขยายตัวอย่างรวดเร็ว จากที่มีโรงเรียนประถมจีนประมาณ 30 โรงในปี 2463 ก็ได้เพิ่มขึ้นทั้งระดับประถมและมัธยมรวมกว่า 200 โรงก่อนปี 2475 อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงการปกครองของไทยในเดือนมิถุนายน 2475 กฎหมายต่างๆ ที่เกิดขึ้นตามมาเพื่อการจัดระเบียบและมาตรฐานทางการศึกษาของประเทศ ทำให้โรงเรียนจีนต้องปิดตัวไป 79 โรงในช่วงปี 2476-2478 และจากผลกระทบของสงครามโลกครั้งที่สอง รวมทั้งความอ่อนไหวทางการเมืองอันเนื่องมาจากสงครามกลางเมืองในประเทศจีนที่ต่อเนื่องกันมา ในปี 2487 เหลือโรงเรียนจีนในประเทศไทยเพียงไม่กี่โรงเท่านั้น
ด้วยมีชาวจีนเป็นจำนวนมากและการมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับปีนังซึ่งในสมัยนั้นเป็นของอังกฤษ ภูเก็ตหัวเมืองทางใต้แม้จะไกลปืนเที่ยงก็ได้ให้กำเนิดโรงเรียนจีนขึ้นเป็นเมืองแรกๆ ของประเทศ เริ่มจากปี 2453 ยุคที่การทำเหมืองแร่ขยายตัวมาก ชาวจีนในปีนังได้มาจัดตั้งการเรียนการสอนภาษาจีนขึ้นในภูเก็ต เป็นแบบ“ซือซก” คือเรียนรวมและเรียนด้วยการท่องจำเป็นหลักแบบเก่า ในที่ตั้งของศาลเจ้าแถวถนนกระบี่ (ต่อมาคือโรงเรียนฮัวบุ๋น) โดยที่การศึกษาในหมู่คนจีนก่อนหน้านั้นอาศัยร่ำเรียนจากนักบวช ผู้รู้ตามศาลเจ้า หรือการถ่ายทอดกันภายในครอบครัว คนที่มีฐานะจะส่งบุตรหลานไปศึกษาที่ปีนังหรือประเทศจีน
สองปีต่อมา พระยารัษฎานุประดิษฐ์ เทศาภิบาลมณฑลภูเก็ตได้กราบทูลสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทยเรื่องโรงเรียนจีนในภูเก็ต
ปี 2456 กระทรวงธรรมการ(กระทรวงศึกษาธิการในปัจจุบัน)อนุญาตให้โรงเรียนจีนที่ตั้งอยู่ที่ตำบลตลาดใหญ่เป็นโรงเรียนรัฐบาล โดยให้มีการสอนภาษาจีน ไทย และอังกฤษ เป็นแห่งแรกของมณฑลภูเก็ต
ปี 2460 ชาวภูเก็ตร่วมกันตั้งโรงเรียนฮัวบุ๋นขึ้นที่ศาลเจ้าเดิม ในเวลาไล่ๆ กันก็เกิดโรงเรียนจิ้นเต็กขึ้นที่ถนนเยาวราช ซึ่งได้รับเงินบริจาคจากร้านค้าผู้นำเข้าข้าวและน้ำตาล (โดยหักจากราคากระสอบละ 10 สตางค์) ถัดมาปี 2461 รัฐบาลประกาศพระราชบัญญัติโรงเรียนราษฎร์ฉบับแรก จิ้นเต็กจึงยุบมารวมกับฮัวบุ๋น ในปีเดียวกันนี้ ขุนชนานิเทศ(ตันเซี่ยวเซอะ) กำนันตำบลทุ่งคา ยกที่ดินให้สร้างโรงเรียนส่องเต็กขึ้นที่ถนนดีบุก และได้เกิดโรงเรียนหยกเอ้งขึ้นที่บ้านบางเหนียว โดยครูบางส่วนจากโรงเรียนฮัวบุ๋นร่วมกันสร้างขึ้น นอกจากนี้ ยังมีโรงเรียนโป่ยเอ้งที่บ้านเชิงทะเล และโรงเรียนโป่ยหัวที่บ้านกะทู้ ในปี 2469 โรงเรียนฮัวบุ๋นได้ก่อสร้างอาคารเรียนชั้นเดียว 6 ห้องเรียนขึ้นบนที่ดินเดิม
ถึงปี 2477 เนื่องจากลูกหลานจีนในภูเก็ตมีจำนวนเพิ่มขึ้น สถานที่เรียนเริ่มแออัด คหบดีในยุคนั้น นายตันเคกิ๋ว(ตระกูลตันติวิท) นายตันจินหงวน(ตระกูลหงส์หยก) นายตันตัวโถ่(ตระกูลเอกวาณิช) นายหงอฮั่นก๋วน(ตระกูลอุปัติศฤงค์) นายตันเอ่งกี้(ตระกูลอุดมทรัพย์) ร่วมกับชาวไทยจีน 45 คนจัดงานหารายได้ขึ้นในจังหวัด สร้างอาคารเรียนหลังใหม่ของโรงเรียนภูเก็ตฮัวบุ๋นขึ้น คืออาคารพิพิธภัณฑ์ภูเก็ตไทยหัวในปัจจุบัน (ออกแบบในสไตล์ชิโนโปรตุกีสโดยนายเอี๋ยวหงาเอียน ก่อสร้างโดยนายเจียร วานิช) ทำพิธีฉลองเปิดอาคารเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2477

ในปี 2482 อันเป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ครูหนุ่มจากอยุธยาผู้หนึ่งชื่อว่า สุ่นปิ่น แซ่ซึง ถูกเชิญให้มาเป็นครูใหญ่อยู่ที่โรงเรียนส่องเต็ก ต่อมา เมื่อโรงเรียนส่องเต็กปิดตัวลงในปี 2484 ครูสุ่นปิ่นได้เดินทางไปทำงานที่กรุงเทพฯอยู่ระยะหนึ่ง หลังสิ้นสุดสงคราม ปี 2489 โรงเรียนส่องเต็กและภูเก็ตฮัวบุ๋นได้รวมเป็นโรงเรียนเดียวกัน ณ ที่ตั้งเดิมของภูเก็ตฮัวบุ๋นใช้ชื่อว่าโรงเรียนราษฎร์จุงหัว ท่านก็ได้รับเชิญกลับไปเป็นครูใหญ่ที่โรงเรียนแห่งนี้ แต่เนื่องจากสถานการณ์การเมืองของโลกมีผลกระทบต่อไทย โรงเรียนจุงหัวจำเป็นต้องพักการสอนลงอีกครั้ง ครูสอนภาษาจีนถูกเพ่งเล็งจากทางการ บ้างต้องอพยพหลบหนี แต่ความเป็นครูที่แท้ สุ่นปิ่นในวัยฉกรรจ์ได้ออกจากภูเก็ตไปสอนหนังสือที่โรงเรียนเต้าหมิง อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงาราว 3 ปี
ในปี 2491 เมื่อเหตุการณ์กลับเข้าสู่ปกติ คหบดีชาวจีนภูเก็ตได้ร่วมกันฟื้นฟูโรงเรียนที่มีอายุ 38 ปีนี้ขึ้นมาใหม่อีกครั้ง เปลี่ยนชื่อเป็น“โรงเรียนภูเก็ตไทยหัว” เทียนประทีปแห่งความรู้ของเยาวชนชาวไทยจีนภูเก็ตดวงนี้ก็ค่อยๆ สว่างไสวขึ้นอีกครั้ง ด้วยเชื้อไฟครูใหญ่สุ่นปิ่นผู้หวนคืนมา
ด้วยธาตุแห่งการแสวงหาความรู้ สุ่นปิ่นชาวจีนฮกเกี้ยนในวัยประถมตัดสินใจเดินทางจากจังหวัดอยุธยากลับไปเรียนหนังสือต่อที่บ้านเกิดในเมืองจีนหลังจากพ่อผู้นำพาการอพยพมาได้เสียชีวิตลง เมื่อจบการศึกษาแล้วก็ได้กลับมาเมืองไทยอีกครั้ง เริ่มสอนหนังสือภาษาจีนที่ถิ่นเดิมจังหวัดอยุธยา ต่อมาได้ไปทำงานเป็นนักข่าวที่กรุงเทพฯ ก่อนจะลงไปเริ่มต้นชีวิตครูใหญ่ในวัยหนุ่มและปักหลักทางภาคใต้ของไทย ตลอดระยะเวลา 47 ปีของการทำงาน ท่านได้อุทิศตัวให้แก่ความเป็นครูตามหน้าที่และอุดมคติ ให้การศึกษาวิทยาการครอบคลุมจริยธรรม นาฏกรรมดนตรีและกีฬาอย่างดีเยี่ยม สร้างรากฐานอันพอเพียงที่โรงเรียนแห่งนี้จะงอกงามต่อไป
การพัฒนาพิพิธภัณฑ์ภูเก็ตไทยหัว นอกเหนือจากให้เป็นแหล่งเรียนรู้ของสาธารณชน และผลักดันให้ลูกหลานไทยจีนในภูเก็ตได้ซึมทราบจิตใจและสิ่งอันควรเรียนรู้จดจำจากอดีตแล้ว การพัฒนาโรงเรียนภูเก็ตไทยหัวในยุคของครูสุ่นปิ่น แซ่ซึง ยังจะเป็นแบบอย่างและแรงบันดาลใจให้แก่ความเป็นครูและโรงเรียนภูเก็ตไทยหัว(ประศาสน์วิทยา)ในปัจจุบันอีกโสตหนึ่งด้วย
หนึ่งร้อยปีของโรงเรียนจีนแห่งนี้ ประดุจสำเภาน้อยที่ต้องฝ่าพายุคลื่นข่มตามธรรมชาติของท้องทะเล มุ่งมั่นไปสู่ที่หมายตามหน้าที่.[แทรกภาพ 4]